ดอน ฮัทชินสัน วิเคราะห์เกม มูดริก คือไฮไลท์ที่แอนฟิลด์

ดอน ฮัทชินสัน อดีตนักเตะลิเวอร์พูล กล่าวระหว่างทำหน้าที่วิเคราะห์เกมกับพรีเมียร์ ลีกว่า “ลิเวอร์พูลเคยมีอย่างหนึ่งเป็นที่พึ่งพิง โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ที่ย่ำแย่ เกมรับหรือแดนกลางไม่ดี แต่อย่างน้อยยังพอมีเกมรุกพอจะเป็นความหวัง แต่เกมกับไบรท์ตันน ดูเหมือนว่า แม้แต่ที่พึ่งพิงน้อยนิดก็ไม่เหลืออะไร เกมรุกเริ่มมีปัญหาตั้งต่าเกมเบรนท์เฟิร์ด มีโอกาสยิงเยอะ แต่ไม่ค่อยจะเข้ากรอบ นั่นคือช่วงที่ดาร์วิน นูนเญชทำอะไรก็ผิดพลาด หลังเกมนั้น ลิเวอร์พูลแพ้ 1-3 แต่เยอร์เก้น คลอปป์บอกว่า อย่างน้อยเราสร้างโอกาสได้เยอะกว่าวันที่เสมอ 3-3 อีก

จากเบรนท์เฟิร์ด มาถึงไบรท์ตัน อันนี้เละของจริง การเล่น 4-4-2 มิดฟิลด์ไดมอนด์ไม่เวิร์ค โอกาสทั้งทางสถิติและความเป็นจริงไม่ดีเลย ครองบอลก็สู้ไม่ได้ เกมนี้ดาร์วิน นูนเญชบาดเจ็บลงไม่ได้ โกดี้ กัคโป นักเตะใหม่จำต้องเล่นในตำแหน่งที่ตัวเองไม่ถนัด กับเพื่อนร่วมทีมที่เปลี่ยนไปเรื่อย 4 นัดที่ลงสนาม ตำแหน่งและเพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะแดนหน้าเปลี่ยนทุกนัด ผมแปลกใจ ที่เยอร์เก้น คลอปป์ให้โกดี้ กัคโปเล่นหน้าเป้าเกมกับเชลซี ซึ่งก็อาจต้องการให้โม ซาลาห์ได้เล่นตำแหน่งถนัดที่สุด เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด นั่นเป็นเหตุให้ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ จำเป็นต้องเล่นหน้าซ้าย

สุดท้ายกลายเป็น เราไม่ได้ประสิทธิภาพจากกองหน้า 3 คน ซาลาห์ยิงไม่เข้ากรอบเลย โคดี้ กัคโปได้โอกาสยิง 7 ครั้งเข้ากรอบ 1 ครั้ง และฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ไม่มีโอกาสยิง กองหน้า 3 คน สร้างทีมเยอร์เก้น คลอปป์ให้ยิ่งใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่สม่ำเสมอในเรื่องผู้เล่น และการขาดหายไปของลุยซ์ ดิอาซ ดีโอโก้ โชต้าและโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ทำให้เกมรุกไม่น่ากลัว ดาร์วิน นูนเญช คือความหวัง แต่ทำอะไรไม่ได้มาก ไบจ์เซติชได้ลงเล่นในตำแหน่งสำคัญ เป็นตัวจริงนัดแรกในพรีเมียร์ ลีก ต่อกรกับจอร์จินโญ่และคอนเนอร์ กัลลาเกอร์ สำหรับผมถือว่าทำได้ดี รู้สึกอุ่นใจมากกว่าฟาบินโญ่ ที่ลงเล่นในนาที 82

ไบจ์เซติชแสดงความคล่องตัว ความไว ความสด แต่ต้องสู้กับจอร์จินโญ่และกัลลาเกอร์มันไม่ง่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเขลซี จอร์จินโญ่และกัลลาเกอร์ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ความแม่นยำในการจ่ายบอลเท่ากับไบจ์เซติช เชลซีพึ่งพิงจอร์จินโญ่ในเรื่องนี้สูงสุดของทีม 15 ครั้ง คูคูเรญ่า 13 ครั้ง ซีเยค 12 ครั้งและกัลลาเกอร์ 11 ครั้งเชลซีได้โอกาสยิงมากกว่าลิเวอร์พูล 15 – 11 ครั้ง เข้ากรอบ 3 – 2 ครั้ง โอกาสดีๆของเชลซีมาจากลูกตั้งเตะ เบอโนต์ บาดิอาชิล ติอาโก้ ซิลวา ส่วนไคล ฮาร์แวร์ตซ์ ได้โอกาสยิง 2 ครั้ง แต่ไม่เข้ากรอบเลย

เกมรับ โจ โกเมซกับอิบู โกนาเต้ ทำได้ดีเกินคาด แม้จะไม่โดดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศ ลิเวอร์พูลเป็นรองเชลซี เรื่องนี้ 40-60 เมื่อต้องแย่งชิงลูกโด่ง บอลบนพื้น โกเมซและโกนาเต้การตัดบอลจากคู่ต่อสู้ได้สูงสุดในทีม เช่นเดียวกับการเคลียร์บอล จากที่ลิเวอร์พูลแท็คเกิ้ลไม่ได้ การเล่นแบบถึงลูกถึงคนค่อยๆกลับมา ติอาโก้พยายามแท็คเกิ้ลมากที่สุด 5 ครั้ง สำเร็จ 3 ครั้ง แต่การจ่ายบอลผิดพลาดหนึ่งครั้งของเขาทำให้สเตฟาน ไบจ์เซติชเล่นยาก เช่นเดียวกับการโดนใบเหลืองตั้งแต่นาที 34

หากเราเทียบกัลลาเกอร์มีโอกาสฝึกฝีเท้ากับคริสตัล พาเลซ และเวสต์ บรอมในพรีเมียร์ ลีก 2  ฤดูกาล ไม่นับการเล่นเดอะ แชมเปี้ยนชิพกับชาร์ลตันและสวอนซี เขาแข็งแกร่งกว่าไบจ์เซติชในเวลานี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฉะนั้น ไบจ์เซติชต้องได้โอกาสเล่นต่อเนื่อง สิ่งที่ผมชอบจากเกมนี้ คือ 1 การให้สเตฟาน ไบจ์เซติชเป็นตัวจริง 2 การดร็อปเทรนท์ นับตั้งแต่เทรนท์เป็นผู้เล่นทีมชุดใหญ่เต็มตัว แทบไม่เจอแรงกดดันว่า ถ้าเล่นไม่ดีโดนดร็อป แต่โดยรวม ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังของทั้งสองทีม โดยเฉพาะเกมรุก

มองในแง่ดีก็แบบที่คลอปป์บอก “เวนเกอร์แพ้เกมที่ 1,000 ส่วนผมเสมอ ถือว่าดีกว่า” และดีขึ้นเล็กน้อยหากเทียบ 2 เกมในลีกก่อนหน้านี้ และไม่เสียประตู ไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อพูดถึงเกมนี้ คนนึกถึงการเปิดตัวมิไคโล่ มูดริกของเชลซีมากกว่าเกมส่วนอื่นของทั้งสองทีม และโชคดีของลิเวอร์พูลที่มูดริกไม่ได้เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ 23 พฤศจิกายน มีโอกาสซ้อมแค่ครั้งเดียว นัดต่อๆไป เกมรับด้านขวาของลิเวอร์พูลคงโดนฉีกกระจาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น