เจอร์เก้น คล็อปป์ ใช้คำว่า คือจุดตกต่ำของจริง

เจอร์เก้น คล็อปป์ เดินไปหาแฟนบอลแล้วยกมือไหว้ขอโทษ เป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกมาก มันเป็นการบอกว่า ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้ มันเลวร้ายสุดๆ ถึงขั้นรับไม่ได้แล้วตัวคล็อปป์เอง ใช้คำว่า This is really low point แปลว่า นี่แหละ คือจุดตกต่ำของจริง และยอมรับว่าการแพ้ไบรท์ตัน 3-0 คือเกมที่เลวร้ายที่สุดในอาชีพผู้จัดการทีมของเขาด้วย เกิดอะไรขึ้นที่สนาม AMEX ทำไมหงส์แดงโดนยำเละขนาดนี้ นี่คือบทสรุป ในเกมวันเสาร์

1) ลิเวอร์พูลมีฟอร์มที่แย่มากๆ ในเกมแพ้เบรนท์ฟอร์ด 3-1 คือสกอร์ควรจะเละกว่านั้นด้วยซ้ำ ตามด้วยเอฟเอคัพ เจอรองบ๊วยในลีกอย่างวูล์ฟส ก็เอาชนะไม่ได้เสมอ 2-2 มาคราวนี้เจอไบรท์ตัน หลายคนคิดว่า คล็อปป์ควรรู้ได้แล้วว่าทีมที่ใช้ มันไม่ไหว มันไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ยังคงเลือกเชื่อใจกลุ่มผู้เล่นชุดเดิม

กองกลางสามคน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, ติอาโก้ ถูกพิสูจน์นานแล้วว่าเล่นด้วยกันไมได้ แต่คล็อปป์ก็ยังใช้ทั้งสามคนนี้ยืนด้วยกันต่อไป เช่นเดียวกับ ปีกซ้าย อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ได้ลงเป็นตัวจริงเกมที่ 4 ติดต่อกัน  ทั้งๆ ที่ ประสิทธิภาพนั้นต่ำมากๆ การเล่นสไตล์เดิม ที่คู่แข่งอ่านได้หมด

เกมนี้ ด้วยความที่ดาร์วิน นูนเยซเจ็บ โคดี้ กั๊กโป จึงได้ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าแทน คือจริงๆ กั๊กโปเล่นกองหน้าได้อยู่แล้ว แต่การที่เขาต้องสลับ 2 ตำแหน่งใน 2 เกม ก็ไม่ใช่เรื่องดี คือคุณย้ายมาทีมใหม่ มันต้องการ Position ที่ชัดเจน ว่าจะยืนตรงไหน อันนี้เขายังไม่เข้าใจจังหวะเกมอะไรเลย การยืน 2 ตำแหน่งในเวลา 2 เกม มันยากเกินไปจริงๆ

2) ไบรท์ตันเป็นทีมที่ดีมาก พวกเขาเป็นทีมที่ซื้อผู้เล่นได้ชาญฉลาด นักเตะแต่ละคน ราคาสมเหตุสมผล อย่างอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ไบรท์ตันไปซื้อมาจากอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ในราคาแค่ 6.9 ล้านปอนด์เท่านั้น แล้วเอามาปั้นต่อ จนเวลานี้แม็ค อัลลิสเตอร์เป็นแชมป์โลกแล้ว ราคาขาย ไม่มีต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์

หรือคาโอรุ มิโตมะ ปีกตัวจี๊ดชาวญี่ปุ่น ราคาซื้ออยู่ที่ 2.5 ล้านปอนด์ ขณะที่มอยเซส ไคเซโด้ ตัวทีมชาติเอกวาดอร์ ก็ซื้อมาแค่ 4.5 ล้านปอนด์ แมวมองของไบรท์ตันนั้น จะตระเวน ไปดูนักเตะจากลีกไม่ใหญ่ แล้วค่อยๆ ปั้นต่อ จนเป็นผู้เล่นระดับคุณภาพ

3) ก่อนเกมเริ่ม ไบรท์ตันตามหลังลิเวอร์พูล 1 แต้มเท่านั้น นัดนี้ได้เล่นในบ้านอีก ไม่มีอะไรที่เสียเปรียบเลย ปัญหาเดียวจริงๆ คือลีอันโดร ทรอสซาร์ ตัวรุกคนสำคัญ ไปทะเลาะกับเฮดโค้ช เด แซร์บี้ ตั้งแต่การซ้อมเมื่อวีกก่อน จากนั้นโค้ชก็ไปดร็อปทรอสซาร์จากตำแหน่งตัวจริง ในเกมเอฟเอคัพ ที่เจอกับมิดเดิลสโบรห์

เด แซร์บี้ บอกว่าทรอสซาร์ไม่ขยันซ้อม ไม่พร้อมวิ่งเยอะเหมือนคนอื่น “ถ้าเขาอยากเล่นกับไบรท์ตันของผม เขาต้องทำงานหนัก เขาต้องวิ่ง เขาต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง เราไม่ใช่ทีมใหญ่เหมือนเรอัล มาดริด หรือบาร์เซโลน่า เราคือไบรท์ตัน เราต้องการผู้เล่นที่ทำงานหนักแบบเดียวกับคนอื่น”

นั่นทำให้ในเกมนี้กับลิเวอร์พูล ทรอสซาร์ไม่มีชื่อทั้งตัวจริง และตัวสำรอง สิ่งที่เด แซร์บี้ ทำอาจจะดูโหด แต่ก็เป็นการแสดงจุดยืนว่า ถ้าคุณไม่วิ่งเพื่อทีม คุณจะดังแค่ไหนไม่สน ก็ไม่มีสิทธิ์ลงเล่นให้ทีมนี้

4) เราจะเห็นว่าความกล้าหาญของโค้ชผิดกันตั้งแต่แรกแล้ว ในขณะที่คล็อปป์ยังเพลย์เซฟ ใช้ผู้เล่นตัวเดิมๆ เน้นชื่อเสียงไว้ก่อน แต่เด แซร์บี้ ไม่สนเรื่องชื่อเสียงเลยด้วยซ้ำ ทรอสซาร์ คือดาวซัลโวในพรีเมียร์ลีกของทีม (7 ประตู) เขายังกล้าๆ จะหั่นทิ้งอย่างไม่ลังเล ถ้าหากคิดว่ามีอยู่แล้วทีมที่ลดคุณภาพลง

5) เมื่อเกมเริ่ม สิ่งที่เราเห็นคือ “สู้กันไม่ได้” แม้แต่นิดเดียว ไบรท์ตันเอาต์คลาสอย่างสมบูรณ์แบบ ลิเวอร์พูลควรจะโดนหลายลูกไปแล้ว แต่ไบรท์ตันจบไม่ได้เอง มิโตมะ ซัดจังหวะสุดท้ายไม่ดีพอ หลุดกรอบไป 2 ครั้ง เซ็นเตอร์แบ็กเล่นมั่ว แบ็กซ้ายขวาปล่อยให้หลุดโล่ง กองกลางโดนชิ่งบอลไปมาจนหัวหมุน ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

6) สถิติที่น่าตกใจคือ ในครึ่งแรก 45 นาที ผู้เล่นที่สัมผัสบอลน้อยที่สุด (Fewer Touches) 6 อันดับแรก เป็นนักเตะลิเวอร์พูลถึง 5 คน

11 ครั้ง – กั๊กโป (ลิเวอร์พูล)

14 ครั้ง – เฟอร์กูสัน (ไบรท์ตัน)

18 ครั้ง – อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (ลิเวอร์พูล)

20 ครั้ง – ติอาโก้, ซาลาห์, อเล็กซานเดอร์- อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูลทั้งหมด)

ว่าง่ายๆ คือลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่น Possession Game ภูมิใจในการต่อบอลเท้าสู่เท้า แต่ในครึ่งแรก ไบรท์ตันข่มยับ ครองบอลได้มากกว่า มีจังหวะอันตรายมากกว่า น่ากลัวกว่าอย่างสมบูรณ์แบบ ขาดแค่ประตูอย่างเดียว

7) นาทีที่ 41 ไบรท์ตันได้จุดโทษ เมื่ออลิสซอนไปรวบขาซอลลี่ มาร์ช แต่ลิเวอร์พูลยังดวงดี  เพราะจังหวะหลุดของซอลลี่ มาร์ช มันล้ำหน้าไปก่อนแล้ว แค่ก้าวเดียวเท่านั้น ครึ่งแรกเลยจบที่ 0-0 ลิเวอร์พูลใช้พลังดวงไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกเขายังเล่นไม่ดีขึ้นล่ะก็ ครึ่งหลังโดนแน่นอน

8 ) ไมเคิล โอเว่น คอมเมนเตเตอร์ของพรีเมียร์ลีก บอกว่า “ผมไม่รู้ว่าลิเวอร์พูลจะแก้เกมแบบไหน แต่ในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่ง เขาต้องดุดันใส่นักเตะอย่างหนักแน่ๆ” เกมนี้ต่อบอลอะไรกันไม่ได้เลย การโดนไบรท์ตันยำข้างเดียว เป็นสัญญาณที่แย่เอามากๆ

9) ความผิดพลาดของคล็อปป์คือในช่วงพักครึ่ง เขามีโอกาสที่จะ ทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแผน เปลี่ยนตัว แต่เขาไม่ทำอะไรเลย ปล่อย 11 ตัวจริงชุดเดิม เหมือนคุณอุตส่าห์โกงความตายมาได้ ก็ยังเอาตัวไปเสี่ยงตายอีก สุดท้ายก็เลยตายจริงๆ

10) เริ่มครึ่งหลังมา 60 วินาที ลิเวอร์พูลต่อเกมจากแดนหลัง แล้วเจอไบรท์ตันเพรสซิ่งทั้งทีม ซึ่งปกติลิเวอร์พูลชุดนี้จะเอาตัวรอดได้ แต่คราวนี้ทำไม่ได้ โจเอล มาติป โดนอีวาน เฟอร์กูสันกดดันเข้ามาต้องรีบจ่ายบอล วินาทีนั้น มิโตมะ และ แม็ค อัลลิสเตอร์ กดดันพร้อมกัน จนสามารถตัดลูกส่งได้สำเร็จ

มาติปมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือเตะออกข้างไปเลย หรือคืนหลังให้อลิสซอน แต่เขาเลือกเพลย์ผิดพลาด คิดว่าจะหนีคู่แข่งได้ แต่ทำไม่ได้ เป็นการเสียบอลที่ง่ายเกินไปมากๆ

จากนั้นไบรท์ตันใช้การโจมตี 3 จังหวะ ต่อบอลเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ให้ซอลลี่ มาร์ช ยิงเข้าไป ไบรท์ตันนำ 1-0 วิธีการเล่นบอลของไบรท์ตัน คือลิเวอร์พูลฤดูกาลแชมป์ยุโรป แนวรุกและกองกลาง เพรสซิ่งพร้อมกัน ไปด้วยกันอย่างมี Compact และพอตัดบอลได้ ก็ได้โอกาสยิงทันที

วิธีการเล่นของลิเวอร์พูลนั้น พอได้บอลเริ่มจะบุก ฟูลแบ็กสองข้างจะดันขึ้นไปทันที ดังนั้นต้องพึ่งพาศักยภาพของเซ็นเตอร์แบ็กมากๆ ในการออกบอล ในการจ่ายบอลสั้น ถ้าเซ็นเตอร์แบ็กช้าเกินไป เล่นเองไม่ได้ เอาตัวรอดไม่เก่ง ก็เรียบร้อย มาติปนั้นเล่นไม่ออกมาหลายเกมแล้ว ยิ่งจับคู่กับโกนาเต้ จะเห็นเลยว่า เล่นไม่เข้าใจอะไรกันเลย

11) กองกลางลิเวอร์พูลก็แหลกสลาย ฟาบินโญ่ที่ควรจะประจำอยู่กองกลางตัวรับ หลายๆ ครั้งก็หลุดตำแหน่ง อย่างนาทีที่ 51 ช็อตที่เขาไปหวดใส่กองหลังไบรท์ตัน นั้นอยู่เกือบถึงเขตโทษไบรท์ตันแล้ว ถ้าฟาบินโญ่ไม่อยู่ ตรงกลางก็หายสิ

ประตู 2-0 เกิดขึ้นจากสองเหตุผล ข้อแรกคือกองกลางลิเวอร์พูลไม่มีใครอ่านเกมออกเลยแม้แต่คนเดียว อีวาน เฟอร์กูสัน ที่เป็นกองหน้าตัวเป้า ถอยต่ำมายืนตรง False 9 (เล่นแบบเดียวกับฟีร์มีโน่) นั่นทำให้เขายืนคนเดียวโล่งโจ้ง และมีเวลาหลายวินาทีมาก จนเทรนต์ที่อยู่แบ็กขวาต้องวิ่งไปป้องกันตรงกลางให้ จากนั้นซอลลี่ มาร์ช ก็วิ่งสอดมาจากด้านหลัง เอาชนะเซ็นเตอร์แบ็ก แล้วก็ยิงเสียบมุมเข้าไป

นี่คือวิธีการเล่นแบบลิเวอร์พูลยุครุ่งเรือง แต่มันมาเกิดกับไบรท์ตัน ทุกคนช่วยกันวิ่ง ช่วยกันไล่ ตั้งใจเล่นฟุตบอล และมันทำให้ได้ประตู 2-0

12) คล็อปป์มาแก้เกมนาที 69 ด้วยการเปลี่ยนตัว 4 คนรวด ซึ่งจริงๆ ควรจะทำตั้งแต่พักครึ่งแล้ว ในเมื่อนักเตะซีเนียร์เล่นกันไม่ได้ ก็เอา เบน โด๊ค และ  ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ลงมาเลย เอาพลังความหนุ่มของเด็กๆ มาช่วยก็ยังดี  แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมาก เมื่อโดนไบรท์ตันยำแบบวันเวย์

13) สถิติที่น่าเหลือเชื่อหนึ่งอย่างในเกมนี้ คือ ไบรท์ตันจ่ายบอลเข้าเป้าทั้งหมด 558 ครั้ง ส่วนลิเวอร์พูล 319 ครั้ง ต่างกัน 239 ครั้ง คือเหมือนผู้ใหญ่เล่นกับเด็กเลย แถมยังครองบอลมากกว่า 62% ต่อ 38% , ชนะลูกกลางอากาศมากกว่า, ได้เตะมุมมากกว่า, โอกาสยิงมากกว่าเกือบสามเท่า ไม่มีอะไรเลยที่ไบรท์ตันเป็นรองในเกมนี้ ลิเวอร์พูลใช้คำว่า โดนต้อนได้เลย ไม่มีเหลี่ยมแม้แต่วินาทีเดียว ที่จะคัมแบ็กกลับมาได้

14) ไบรท์ตันนำห่าง 3-0 จาก “ลูกทุ่ม” ในปีที่แล้ว เป๊ป ไลน์เดอร์ส ติวเข้มเรื่องการป้องกันเกมทุ่มมาตลอด แต่คราวนี้พลาดอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เป็นการเล่นที่เบสิคมาก ทุ่มเข้ามาในเขตโทษ มาร์ชโหม่งชงให้เวลเบ็ค กระดกข้ามหัวโจ โกเมซ ยิงจ่อๆ เข้าไป แนวรับลิเวอร์พูลทำให้เวลเบ็คเล่นได้ราวกับเป็นผู้เล่นระดับโลก โกเมซคงหน้าชาไปเลย ที่โดนกระดกข้ามหัวไปยิงง่ายๆ ขนาดนั้น

แม้แต่ตัวสำรองของไบรท์ตัน ซาร์มิเยนโต้ ที่ลงมา ก็โชว์สกิลกระชากหนีแนวรับของลิเวอร์พูลสบายๆ คือกองหลัง และกองกลางชั่วโมงนี้ แย่งบอลไม่ได้ ต่อบอลไม่ได้ ถ้าหากเวลเบ็คยิงคมกว่านี้อีกนิด หงส์แดงโดนนำ 4-0 ไปแล้วด้วยซ้ำ

15) ท้ายเกม แฟนไบรท์ตัน ร้องเพลง Chant ขึ้นมาในสนามว่า “อดัม ลัลลาน่า ที่พวกเขาย้ายออกจากทีมแก เพราะแกมันห่วยไง” เป็นคำร้องแซว แต่ในความจริง ก็เป็นแบบนั้นแหละ ลิเวอร์พูลตอนนี้แย่มากจริงๆ

16) จบเกมลิเวอร์พูลแพ้ 3-0 แพ้แบบสมบูรณ์ เอาต์คลาสอย่างสู้ไม่ได้ ทุกตำแหน่งเละหมด ไม่มีแง่ดีอะไรให้มอง ไบรท์ตันคู่ควรกับคำชื่นชมทุกอย่าง พวกเขาสุดยอดจริงๆ เล่นบอลวันทัช เล่นบอล Possession Game จนเหมือนลิเวอร์พูลเป็นเด็กไปเลย และนี่คือความพ่ายแพ้ของหงส์แดงในบ้านไบรท์ตัน ครั้งแรกในยุคพรีเมียร์ลีก สถิติอันไม่น่าจดจำเกิดขึ้นอีกครั้ง

แฟนลิเวอร์พูลที่อังกฤษใช้คำว่า Pathetic หรือน่าสมเพช ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลย ผู้เล่นไม่ไหว ไม่มีพลัง ยืนตำแหน่งไม่ถูก ไม่มีใจจะเล่น เกมที่เบรนท์ฟอร์ดว่าแย่สุดๆ แล้ว เกมนี้กับไบรท์ตัน แย่ลงกว่าเดิมได้อีก นี่อาจเป็นสัญญาณบอกคล็อปป์ว่า ยอมรับเถอะ ว่าแกนหลักหลายๆ คน มันเล่นไม่ได้แล้ว ถ้าจะแพ้แบบนี้ สู้ส่งดาวรุ่งมาเลยดีกว่า เบน โด๊ค, สเตฟาน บายเซติช ไหนๆ ก็จะพังแล้ว เอาดาวรุ่งที่มีแวว และตั้งใจเล่น ลงสนามไปเลยยังจะดีกว่าอีก

การแพ้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่แพ้แบบนี้มันเกินไป ลิเวอร์พูลได้ครองบอล 38% ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจตนาจะมาตั้งรับเล่นเคาน์เตอร์ คงบอกอะไรได้หลายอย่าง

17) จบเกม คล็อปป์เดินไปหาแฟนบอลที่สแตนด์ทีมเยือนแล้วยกมือไหว้ เพื่อขอโทษ เขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจำเกมที่เลวร้ายกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่กับลิเวอร์พูลนะ แต่เป็นตลอดอาชีพของผมเลย”

“มันแย่มากจริงๆ ที่คือจุดต่ำสุดๆ แล้ว เรายืนตำแหน่งกันไม่ดีเลย และผมก็ไม่ได้มีความสุขนะ เพราะปัญหามันเด่นชัดมาก”

“เราไปถึงบอลช้ากว่าคู่แข่งแทบทุกจังหวะ ในโลกฟุตบอลสองสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือคุณไม่ชนะในการปะทะ 50-50 และ คุณเสียบอลง่ายเกินไป ถ้าหากคุณทำพลาดสองสิ่งนี้ ไม่มีแผนการเล่นแบบไหนจะแก้ไขมันได้”

สิ่งที่คล็อปป์บอก หมายถึง ต่อให้เปลี่ยนแผนอีกเป็นสิบ แต่ถ้านักเตะยังเสียบอลง่ายๆ แบบเบสิค จ่ายบอลเข้าเท้าคู่แข่งแบบที่มาติปทำในลูกแรก ถามหน่อยว่าโค้ชจะไปทำอะไรได้ นักเตะหมดทั้งไฟ หมดทั้งใจ

18) กองหลังไม่ไหว ส่วนกองกลางก็เป็นเหมือนดิม คือ ติอาโก้, ฟาบินโญ่ และ เฮนเดอร์สัน ไม่ส่งเสริมกัน ชื่อชั้นอาจจะดี แต่เล่นด้วยกันไม่ได้ และไม้เด็ดที่หงส์แดงใช้มาตลอดฤดูกาลที่แล้ว อย่าง “Intensity” (วิ่งสุดชีวิต เพรสซิ่งลืมตาย) ก็ไม่ถูกใช้อีกแล้ว อาเดบาโย่ อคินเฟว่า กองหน้าร่างยักษ์ที่เป็นแฟนลิเวอร์พูลตัวยง กล่าวว่า “คล็อปป์เลือกใช้งานผู้เล่นเทคนิคดี อย่างติอาโก้ หรือ เอลเลียตต์ ซึ่งพวกเขาก็เก่งนะ แต่มันทำให้ลิเวอร์พูล ออกห่างจากจุดแข็งที่สุดของพวกเขา นั่นคือพลังการวิ่งสุดชีวิต”

19) ซาลาห์ โดนจับทางได้อย่างสมบูรณ์ โอกาสยิงเข้ากรอบทั้งเกม 0 ครั้ง โคดี้ กั๊กโป ได้สัมผัสบอลน้อยสุดในสนาม 26 ครั้ง ไม่มีส่วนร่วมอะไรกับเกม ทั้งยืนตรงกลาง และยืนปีกซ้าย ตรงไหนก็เล่นไม่ออก หงส์แดงชั่วโมงนี้ คิดถึง ฟีร์มีโน่, โชต้า, ดิอาซ และ นูนเยซ มาก ถ้าหากมีตัวครบๆ ยังมีอ็อปชั่นพลิกแพลงได้หลากหลาย แต่พอเจ็บระนาวขนาดนี้ ซาลาห์-กั๊กโป-แชมเบอร์เลนมันไม่ไหวจริงๆ

20) แฟนลิเวอร์พูลที่อังกฤษ เดือดดาลมากมีคอมเมนต์หนึ่ง บอกว่า “จากทีมที่เคยลุ้น 4 แชมป์ กลายมาเป็นทีมที่ต้องเปลี่ยนตัวพร้อมกัน 4 คนเพื่อเอาตัวรอดจากไบรท์ตัน” ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าหงส์แดงจะจมดิ่งได้ขนาดนั้น

21) สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้น อยู่ที่คล็อปป์คนเดียวแล้ว ว่าจะยังยึดติดกับผู้เล่นตัวเดิมๆ ต่อไปหรือไม่ คู่แข่งเวลาเห็น เซ็ตกองกลางชุดนี้ ก็รู้เลยว่าจะต่อบอลกันได้ง่ายๆ เพราะไม่มีพลังมาแย่งคืน หรือพอเห็นอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ฟูลแบ็กคู่แข่งก็ยิ้มเลย เพราะไม่มีความคุกคามหน้าประตู

ในเมื่อทีมมันเละขนาดนี้ การเปลี่ยนแปลงทีม ก็ควรทำมันเลยซะตอนนี้ ถ้าได้ทดลองคนใหม่ๆ แผนใหม่ๆ อาจจะไปลงตัวเอาในฤดูกาลหน้าพอดี ถ้ายังใช้คนเดิม แผนเดิมๆ จะคาดหวังให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิมก็คงยากจริงๆ ติดตามกันต่อไป คล็อปป์บอกว่า เกมกับไบรท์ตัน คือจุดต่ำสุดในชีวิตของเขาแล้ว แต่ถ้ายังไม่แก้ไข จุดต่ำสุดพวกเราไม่สามารถไปต่อได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น