เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ไม่อาจอุดรูรั่วของลิเวอร์พูลได้

ผลงานของลิเวอร์พูลและเวอร์จิล ฟาน ไดค์ เกี่ยวข้องกัน ในฐานะนักเตะที่ลงสนามมากที่สุด (ยกเว้นปีที่บาดเจ็บ) เป็นตัวจริงให้ลิเวอร์พูล 146 นัดในพรีเมียร์ ลีก มีแค่ 3 นัดเท่านั้นที่ฟาน ไดค์โดนเปลี่ยนออกจากเกมก่อนหมดเวลา

2018 – เซาแธมป์ตัน

2020 – เอฟเวอร์ตัน

2023 – เบรนท์เฟอร์ด

นับตังแต่ฟาน ไดค์ อยู่ลิเวอร์พูลครบ 5 ปีพอดี ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะได้ 72 % หากเขาลงสนาม และชนะแค่ 57 % หากฟาน ไดค์ ไม่ลงเล่นแต้มเฉลี่ยต่อเกมที่ได้ ถ้ามีฟาน ไดค์คือ 2.3 ไม่มีฟาน ไดค์คือ 2.0 นี่คือนักเตะไม่กี่คนที่ได้รับการยกย่องว่า เข้ามายกระดับลิเวอร์พูลในทันที ฤดูกาลนี้ ฟาน ไดค์ เป็นหนึ่งใน 3 นักเตะลิเวอร์พูลที่เป็นตัวจริง 17 นัดในพรีเมียร์ อีก 2 คนคือ อลิซง เบ๊คเกอร์และโม ซาลาห์

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เขาคือหัวใจของเกมรับอย่างแท้จริง แต่ลิเวอร์พูลเสียประตูทุก 71 นาที เทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลเสียประตูทุก 146 นาที รวมแล้วลิเวอร์พูลเสีย 21 ประตูใน 17 เกมพรีเมียร์ ลีก แต่ฤดูกาลที่แล้วกว่าจะเสีย 21 ประตูเล่นไป 34 นัด เวอร์จิล ฟาน ไดค์หมดน้ำยาแล้วหรือ การป้องกันโดยภาพรวมของลิเวอร์พูล แตกต่างโดยสิ้นเชิง จากทีมไม่เสียประตู 10 จาก 17 นัดแรกของพรีเมียร์ ลีก เป็นไม่เสียประตู 4 จาก 17 นัดแรกในฤดูกาล ทั้งที่ฟาน ไดต์เป็นตัวจริงทั้งหมด แต่ความจริง ถ้าไม่มีฟาน ไดค์ อาจเสียมากกว่านี้

ถ้าเรามองจากสถิติประตูที่เสียไปบอกได้ว่า ฟาน ไดค์ ไม่เหมือนเดิมแต่ถ้าเจาะรายละเอียดการเล่น เขาแบกทีมมากกว่าเดิม และถ้าหลุดจากฟาน ไดค์ ลิเวอร์พูลต้องพึ่งพาอลิซง เบ๊คเกอร์ในการเซฟ ซึ่งอลิซงยอดเยี่ยม เปอร์เซ็นต์เซฟของเขาอยู่ที่ 73.4 % จากปัญหาแดนหน้าและแดนกลางเพรสคู่ต่อสู้ไม่อยู่ ฟาน ไดค์ต้องเล่นมากขึ้น เขาตัดบอลคู่ต่อสู้มากกว่าเดิม เฉลี่ย 1.2 ครั้งต่อเกม ขณะที่ฤดูกาล 20-21 ตัดบอลแค่ 0.9 ครั้งต่อเกม และเคลียร์บอลเฉลี่ยเกมละ 4.2 ครั้ง ขณะที่ฤดูกาลที่ผ่านมา เฉลี่ยเกมละ 3.1 ครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ ฟาน ไดค์ต้องเดินเข้าหาคู่ต่อสู้มากกว่าเดิม เพื่อตัดเกมรุกหรือการพาบอลคืบหน้าของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเมื่อก่อน กองหน้าและกองกลางคัดกรองให้ระดับหนึ่ง สถิติการขยับเพื่อตัดการลำเลียงบอลขึ้นหน้าของฟาน ไดค์ เพิ่มจาก 54 เป็น 69 ในฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การบาดเจ็บครั้งนี้ของฟาน ไดค์ อาจไม่เลวร้าย เพราะลิเวอร์พูลยังมีตัวเลือกมากมาย โจเอล มาติป อิบู โกนาเต้ โจ โกเมซ และเนท ฟิลลิปส์

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่กองหลัง การที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องขยับเข้าหาฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น แสดงถึงความหละหลวมในส่วนอื่นของเกม นั่นแหละคือปัญหาลำดับแรกที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เกมต่อไปของลิเวอร์พูล

  7 มค. วูล์ฟส์ เอฟเอ คัพ (H)

14 มค. ไบรท์ตัน พรีเมียร์ ลีก (A)

21 มค. เชลซี พรีเมียร์ ลีก (H)

4 กพ. วูล์ฟส์ พรีเมียร์ ลีก  (A)

14 กพ. เอฟเวอร์ตัน พรีเมียร์ ลีก (H)

19 กพ. นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ ลีก (A)

แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมนัดแรกกับเรอัล มาดริดที่แอนฟิลด์ วันที่ 21 กพ. และที่เบอร์นาบิว วันที่15 มีค.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น